ฮอร์มุซเดือดอีกระลอก: สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางได้กลับมาปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้ง และส่งผลกระทบอย่างหนักต่อตลาดพลังงานทั่วโลก ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลันในทันทีที่สหรัฐอเมริกาเปิดฉากปฏิบัติการโจมตีเป้าหมายในประเทศอิหร่านระลอกใหญ่
ปฏิบัติการทางการทหารในครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อเป็นการตอบโต้อย่างเด็ดขาดต่อเหตุการณ์ที่มีการโจมตีเรือขนส่งสินค้าหลายครั้งในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสถานการณ์ล่าสุดนี้ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความยืดเยื้อของสงครามความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง
ชนวนเหตุสำคัญที่นำมาสู่ความรุนแรงในครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีเรือพาณิชย์ถูกโจมตีในเส้นทางเดินเรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซถึง 3 ลำ ซึ่งในจำนวนนั้นรวมถึงเรือบรรทุกแก๊สและเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียด้วยเหตุการณ์นี้ส่งผลให้วันอังคารกลายเป็นวันที่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจำนวนมากที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนก่อนหน้า
กองบัญชาการกลางสหรัฐ (US Central Command) ได้ออกแถลงการณ์ยืนยันถึงการใช้ปฏิบัติการ “โจมตีอันทรงพลัง” เพื่อตอบโต้เหตุการณ์ดังกล่าวอย่างรุนแรง ในขณะเดียวกัน สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่ามีเสียงระเบิดดังขึ้นบนเกาะแห่งหนึ่งใกล้กับช่องแคบ และทางด้านนายคาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ก็ได้ออกมาประกาศกร้าวว่ารัฐบาลเตหะรานจะดำเนินการตอบโต้การกระทำของสหรัฐฯ อย่างแน่นอน
นอกเหนือจากมาตรการทางทหารแล้ว กระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยังได้ยกระดับความกดดันทางเศรษฐกิจด้วยการยกเลิกข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรที่เคยอนุญาตให้รัฐบาลเตหะรานสามารถขายและส่งออกน้ำมันได้ การตัดสินใจนี้ถือเป็นการพลิกผันจุดยืนสำคัญซึ่งเคยเป็นองค์ประกอบหลักในข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลว่า เจ้าของเรือและผู้ผลิตในอ่าวเปอร์เซียจะไม่กล้าเสี่ยงส่งเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รองรับการค้าขายน้ำมันราว 1 ใน 5 ของโลกต่อวัน โดยก่อนหน้านี้ อิหร่านได้แจ้งต่อหน่วยงานด้านการเดินเรือขององค์การสหประชาชาติว่าตนมีอำนาจเหนือพื้นที่บางส่วนของเส้นทางน้ำดังกล่าว ซึ่งการเข้าควบคุมช่องแคบนี้เป็นหนึ่งในประเด็นขัดแย้งหลักระหว่างวอชิงตันและเตหะรานมาโดยตลอด
ผลกระทบที่ตามมาทันทีคือความปั่นป่วนระลอกใหม่ในตลาดพลังงาน สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) สำหรับส่งมอบเดือนสิงหาคม พุ่งขึ้นราว 3% ทะลุระดับ 72.41 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงเช้าวันพุธ (8 ก.ค. 2569) ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) สำหรับส่งมอบเดือนกันยายน พุ่งขึ้น 2.75% แตะระดับ 76.18 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทิศทางนี้ถือเป็นการดีดตัวกลับอย่างรุนแรง หลังจากที่ราคาสัญญาล่วงหน้าในไตรมาสที่ 2 เคยปรับตัวลดลงจากความตึงเครียดที่เริ่มผ่อนคลายลงในช่วงก่อนหน้า
ก่อนเกิดวิกฤตการณ์นี้ สถาบันการเงินหลายแห่งรวมถึง Goldman Sachs Group Inc. ได้เคยออกมาเตือนว่าตลาดน้ำมันดิบอาจเสี่ยงเข้าสู่ภาวะอุปทานล้นตลาด (Surplus) เนื่องจากผู้ผลิตเริ่มฟื้นฟูกำลังการผลิตและกลุ่มโอกเปกพลัส (OPEC+) ยังคงเดินหน้ายกเลิกมาตรการปรับลดกำลังการผลิต
แต่ทว่า ซอล คาโวนิก นักวิเคราะห์อาวุโสด้านพลังงานจาก MST Marquee ชี้ให้เห็นว่า ความตึงเครียดที่ลุกโชนขึ้นล่าสุดนี้เป็นสิ่งย้ำเตือนให้ตลาดตระหนักว่าการสัญจรผ่านช่องแคบนั้นยังคงเปราะบางเพียงใด
สถานการณ์ที่พลิกผันนี้อาจทำให้นักลงทุนที่ถือสถานะชอร์ตเพื่อเก็งกำไรขาลงในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ต้องรีบปิดสถานะการเดิมพัน เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานกลับมาครอบงำตลาดอีกครั้ง ประกอบกับรายงานเบื้องต้นที่ระบุว่าคลังน้ำมันดิบสำรองทั่วประเทศของสหรัฐฯ เริ่มมีการปรับลดลงเล็กน้อย ซึ่งยิ่งสนับสนุนให้ราคาน้ำมันมีความผันผวนในทิศทางขาขึ้น
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 08.15 – 08.25 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






