อยากเล่นหุ้น ! Trader และ Investor นักลงทุนไปสายไหนดี ? | เงินทองของจริง

/
/
/
อยากเล่นหุ้น ! Trader และ Investor นักลงทุนไปสายไหนดี ? | เงินทองของจริง

คำว่า Investor กับ Trader ต่างกันอย่างไร ? จริง ๆ แล้ว ทั้ง Investor และ Trader ต่างก็เป็นสไตล์ในการลงทุนทั้งคู่ เพียงแต่อาจแบ่งรูปแบบกันนิดหน่อย โดยปกติการลงทุนในหุ้นจะใช้หลักการเดียวกัน คือ ซื้อถูก-ขายแพง หลักการของทั้ง 2 กลุ่ม จะมีควาามถนัดหรือความนิยมต่างกัน

กลุ่มแรกเรียกว่า “Trader” ด้วยความที่ราคาหุ้นมีการขึ้นลงตลอดเวลา จึงมีคนมองว่าหากซื้อตอนราคาต่ำ พอราคาขึ้นสูงก็ค่อยขาย ไม่ถือหุ้นยาว แบบนี้จึงเรียกว่า Trader คนกลุ่มนี้จะมีความเชี่ยวชาญในการดูกราฟ เป็นกลุ่มที่ต้องมีเวลาอยู่กับหน้าจอบ่อย ๆ

กลุ่มที่สองเรียกว่า “Investor” หรือ นักลงทุน กลุ่มนี้มักมองการซื้อหุ้น เหมือนกับการเข้าไปเป็นเจ้าของบริษัทนั้น ๆ จึงมีการวิเคราะห์ในเรื่องต่าง ๆ ทั้ง คู่แข่ง รายได้ และกำไร จึงเป็นลักษณะการถือหุ้นในระยะยาวเพื่อเงินปันผล และหากบริษัทมีการเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ มูลค่าหุ้นก็จะใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

หรือบางคนอาจลงทุนแบบผสม ทั้ง Trader และ Investor รวมกัน เช่น คนคนนั้นอาจจะเป็น Investor ที่หวังลงทุนในระยะยาว แต่ในบางช่วงเวลา เมื่อหุ้นที่ถืออยู่ราคาดี มีเงินเข้ามาเยอะ ก็อาจมีการตัดขายบางส่วนเพื่อทำกำไร แล้วค่อยหาจังหวะเพื่อซื้อใหม่ แบบนี้ก็ทำได้

ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ ๆ นิยมเป็น Trader มากกว่า Investor เพราะเป็นการลงทุนที่เห็นเงินเร็วกว่า แต่ก็ยังมีความยากซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ คือ ความมีวินัย ต้องดูกราฟให้เป็น และต้องมีทักษะการบริหารจัดการ หวุนเวียนเงินลงทุนให้ดี

สำหรับผู้ที่มีความสนใจในการลงทุนหุ้น แต่ยังเป็นมือใหม่ ปัจจุบันมีช่องทางในการเรียนรู้มากมาย ทั้งจากกูรูหลาย ๆ ท่าน และจากตลาดหลักทรัพย์ที่มีห้องเรียนนักลงทุน โดยสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ที่เว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ จะมีตั้งแต่วิดีโอปูพื้นฐาน หรืออีกช่องทางหนึ่ง เมื่อเราเปิดบัญชีหลักทรัพย์เพื่อ Trade แล้ว จะมีคอร์สเรียนของแต่ละบริษัทหลักทรัพย์สอนให้ฟรี

อีกคำถามที่น่าสนใจ และต้องรู้ไว้ คือ “ประเภทบัญชีหุ้น มีกี่ประเภท และแตกต่างกันอย่างไร ?” ก่อนที่เราจะซื้อหุ้น เราต้งเปิดบัญชีซื้อ-ขายหุ้นก่อน ซึ่งมีหลายบริษัทหลักทรัพย์ที่เปิดให้บริการ เมื่อเราเปิดบัญชีแล้ว จะมีประเภทของบัญชีที่เราต้องเลือก ว่าเราจะบริหารจัดการเงินในบัญชีเพื่อการลงทุนอย่างไร

บัญชีแบบที่หนึ่ง คือ “Cash Balance” เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มต้นลงทุน เพราะไม่เสี่ยงเกินไป และไม่ต้องกู้เงินในการลงทุน การที่เรามีวงเงินจำกัด จะเป็นข้อดีที่ทำให้เรารู้จักบริหารอารมณ์ และบริหารความเสี่ยงในการลงทุนได้

บัญชีแบบที่สอง คือ “Cash Account” หรือ บัญชีเงินสด บัญชีประเภทนี้ อาจจะต้องมีการวางเงินส่วนหนึ่งประมาณ 20% จากนั้นจึงใช้บัญชีนี้ในการซื้อขายหุ้นได้ หรือหากเราซื้อเกินเงินที่วางไว้ 20% ก็สามารถทำได้ เพียงแต่เมื่อซื้อไปแล้ว ภายใน 3 วัน จะต้องนำเงินมาคืน

บัญชีแบบที่สาม คือ “Credit Balance” เราสามารถกู้ยืมจากโบรกเกอร์ หรือบริษัทหลักทรัพย์ที่เราเปิดบัญชี เพื่อนำเงินมาซื้อหุ้นก่อนได้ ซึ่งเราต้องมีเงินหรือหุ้นมาใช้ค้ำประกัน บัญชีประเภทนี้ อาจจะต้องมีความเชี่ยวชาญสูง หากบริหารจัดการเงินไม่เป็น จะทำให้มีความเสี่ยงมาก

สำหรับมือใหม่แล้ว ไม่อยากให้หักโหมในการลงทุนมาก จึงแนะนำการเปิดบัญชีแบบ Cash Balance ก่อน ค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป การลงทุนในหุ้นไม่ได้เสี่ยงแค่ตัวหุ้นที่เราลงทุนเท่านั้น ในเรื่องของการเลือกบัญชี หรือการบริหารจัดการเงินของเรา ก็มีผลกระทบด้วยเหมือนกัน ดังนั้นต้องประเมินตัวเองก่อน และหากลงทุนไปแล้วเกิดความเสียหาย ก็ยังอยู่ในจุดที่เรารับได้อยู่

ติดตาม รายการ “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.05-9.15 น. ทางช่อง 7HD กด 35

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ : https://www.youtube.com/live/wGuT_jnSJJQ?feature=share