วิชาชีพบัญชีมักถูกมองว่าเป็นเรื่องของตัวเลข กฎเกณฑ์ที่ตายตัว และเอกสารกองโต แต่ในโลกยุคดิจิทัลที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด การทำบัญชีกำลังถูกพลิกโฉมด้วยเครื่องมือสมัยใหม่อย่าง AI และ Cloud Computing ซึ่งนับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของคนในสายอาชีพนี้
จากการสัมภาษณ์ในรายการ “เงินทองของจริง” โดยมี คุณทิน โชคกมลกิจ เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้พาไปเจาะลึกถึงทิศทางของนักบัญชีไทยผ่านมุมมองของ คุณวินิจ ศิลามงคล นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วาระปี 2566-2569) ได้มาฉายภาพให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสภาฯ ในการเตรียมความพร้อมให้กับสมาชิกทั่วประเทศ

หลายคนอาจยังเข้าใจว่าหน้าที่ของสภาวิชาชีพบัญชีมีเพียงแค่การออกใบอนุญาตหรือกำหนดมาตรฐานบัญชีเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วบทบาทของสภาฯ ครอบคลุมถึง 3 เสาหลักสำคัญ ได้แก่
1. การกำหนดมาตรฐานการทำบัญชีและจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. การสร้างและกระจายองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้ก้าวทันโลก เช่น การนำ AI มาประยุกต์ใช้ในงานบัญชี
3. การรับรองมาตรฐานหลักสูตรปริญญาตรีสาขาบัญชีของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าบัณฑิตที่จบออกมาจะมีคุณภาพและทักษะตรงตามที่ตลาดแรงงานต้องการ
ปัจจุบันสภาวิชาชีพบัญชีฯ มีสมาชิกมากกว่า 100,000 คนทั่วประเทศ โดยกฎหมายได้ระบุข้อบังคับไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ทำบัญชี” (ตามที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด) และ “ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต” (CPA) ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบและเซ็นรับรองงบการเงิน จะต้องจดทะเบียนเป็นสมาชิกของสภาฯ เท่านั้น มาตรการนี้มีไว้เพื่อควบคุมคุณภาพ มาตรฐาน และจรรยาบรรณในการทำงาน รวมถึงเป็นการปกป้องภาคธุรกิจจากการถูกแอบอ้างโดยบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกหรือไม่มีใบอนุญาตที่ถูกต้อง

นอกจากการกำกับดูแลมาตรฐานแล้ว อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญที่ คุณวินิจ ศิลามงคล เล็งเห็นคือ “ความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี” ระหว่างสำนักงานบัญชีขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมสูง กับสำนักงานบัญชีขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉพาะในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว สภาวิชาชีพบัญชีฯ จึงได้จัดตั้งกลุ่ม “Community AI” ขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์สำหรับนักบัญชีและนักการเงินโดยเฉพาะ
นอกจากนี้ สภาฯ ยังสวมบทบาทเป็นตัวกลาง (Matchmaker) ในการนำผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ระบบ Cloud Accounting ไปจับคู่และจัดเวิร์กชอปให้กับสำนักงานบัญชีรายย่อยในต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพเหล่านี้ได้เข้าถึงเครื่องมือที่ทันสมัย ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และยกระดับศักยภาพการแข่งขันให้ทัดเทียมกันมากขึ้น
ในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า เทคโนโลยีจะยิ่งเข้ามามีบทบาทและสร้างการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการทำงานอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งขึ้น ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีจึงไม่อาจหยุดนิ่งอยู่กับที่ได้ แต่จำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาทักษะ (Upskill) อย่างต่อเนื่อง สภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นด่านหน้าในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มา “ติดอาวุธ” ให้กับสมาชิก เพื่อให้นักบัญชีไทยก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัล และยังคงเป็นรากฐานที่มั่นคงในการสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อไป






