เมื่อเร็ว ๆ นี้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 4 ปี โดยแตะระดับ 31.78 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 ซึ่งเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในหมู่ผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป
สาเหตุของการแข็งค่าของเงินบาท
การแข็งค่าของเงินบาทในครั้งนี้เกิดจากปัจจัยสำคัญ 2 ประการ คือ การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ และ ราคาทองคำที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่ที่ 3,600 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์
สาเหตุหลักมาจากตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐที่ย่ำแย่ต่อเนื่อง ทำให้เกิดความกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐที่อาจชะลอตัวอย่างรุนแรง
ใครได้ ใครเสียจากเงินบาทแข็งค่า
การแข็งค่าของเงินบาทส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วน ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
ผู้ได้ประโยชน์
– ผู้นำเข้าสินค้า – ใช้เงินบาทในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศน้อยลง ช่วยลดต้นทุน
ผู้เสียประโยชน์:
– ผู้ส่งออก – เมื่อนำเงินตราต่างประเทศมาแลกเป็นเงินบาทจะได้รับเงินบาทน้อยลง ส่งผลต่อรายได้
ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจสำคัญ
ภาคการท่องเที่ยว
ความแข็งค่าของเงินบาททำให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในประเทศไทยสูงขึ้นในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งผลให้แรงจูงใจในการเดินทางมาท่องเที่ยวในไทยลดลง
ภาคเกษตรกรรม
เกษตรกรไทยที่พึ่งพาการส่งออกเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะผู้ปลูกข้าวนาปีและพืชไร่ต่าง ๆ ที่กำลังจะออกผลผลิต เนื่องจากต้นทุนและรายได้ไม่สอดคล้องกับอัตราแลกเปลี่ยน
สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมองว่า เงินบาทที่แข็งค่าเกินไปไม่ได้สะท้อนศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย แต่กลับทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
4 วิธีรับมือกับค่าเงินที่ผันผวน สำหรับคนทั่วไป
สำหรับประชาชนทั่วไป มีวิธีการจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนหลายรูปแบบ นอกเหนือจากการแลกเงินที่ร้านรับแลกเงิน (Money Changer) ทั่วไป
1. แลกเงินเมื่ออัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่เหมาะสม
หากมีแผนจะซื้อหรือขายเงินสกุลต่างประเทศ ควรติดตามข้อมูลค่าเงินอย่างสม่ำเสมอเพื่อวางแผน โดยสามารถติดตามข่าวสารได้จากรายงานภาวะตลาดแลกเปลี่ยนรายสัปดาห์บนเว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย และแลกเงินเมื่อค่าเงินบาทแข็งค่ามาในระดับที่พอใจ
2. ใช้ Travel Card แทนการถือเงินสด
สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการถือเงินสดหรือไม่สะดวกไปแลกเงิน สามารถแลกเงินล่วงหน้าแบบออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือได้ Travel Card มีข้อดีคือใช้งานง่ายและสะดวก คล้ายกับ e-wallet ในสกุลเงินต่างประเทศ สามารถนำไปชำระค่าสินค้าและบริการได้โดยตรง หรือถอนเป็นเงินสดขณะอยู่ต่างประเทศก็ได้ อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบก่อนใช้บริการว่าธนาคารรองรับสกุลเงินที่ต้องการหรือไม่
3. เปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ (FCD)
สำหรับผู้ที่ต้องการถือเงินตราต่างประเทศในระยะยาว สามารถฝากเงินผ่านบัญชี Foreign Currency Deposit (FCD) ซึ่งเป็นช่องทางการลงทุนที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยจัดการความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว ยังได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากเหมือนบัญชีเงินออมทรัพย์ทั่วไปอีกด้วย
ยกตัวอย่างเช่น หากฝากเงินในสกุลดอลลาร์สหรัฐในบัญชี FCD ซึ่งปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง จะได้รับผลตอบแทนสูงเกือบร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งสูงกว่าการฝากเงินบาททั่วไป
4. ซื้อขาย USD Futures ใน TFEX
หากต้องการป้องกันความเสี่ยงจากค่าเงินอย่างเป็นระบบ สามารถทำผ่านการซื้อขาย USD Futures ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของไทย (TFEX) ซึ่งสะดวกกว่าการทำ FX Forward กับธนาคารพาณิชย์ เพราะไม่ต้องแสดงหลักฐานด้านธุรกรรมต่างประเทศและไม่ต้องมีวงเงินกับธนาคารพาณิชย์
แม้ว่าการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องอาศัยทั้งความรู้และวินัยในการบริหารจัดการ แต่หากทำอย่างสม่ำเสมอและเลือกวิธีการที่เหมาะสมกับตนเอง จะช่วยให้เราไม่ต้องกังวลกับความผันผวนของค่าเงิน และสามารถจัดการเรื่องอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
หมายเหตุ ควรศึกษาข้อมูลและเงื่อนไขของแต่ละวิธีอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจ และหากมีข้อสงสัยควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินเพิ่มเติม
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/DAe-rCZa_qE?si=U3IzYUSuPRLAgc64






