หลายคนอาจเคยได้รับคำขอจากเพื่อนหรือญาติให้ช่วยค้ำประกันสินเชื่อหรือการซื้อรถ แต่ก่อนตัดสินใจ คุณควรเข้าใจถึงความหมาย สิทธิ และความเสี่ยงของการเป็นผู้ค้ำประกันอย่างชัดเจน
ผู้ค้ำประกันคือใคร ?
ผู้ค้ำประกัน คือบุคคลที่ยอมรับที่จะชำระหนี้แทนอีกบุคคลหนึ่ง หากบุคคลนั้นไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ ซึ่งหมายความว่าผู้ค้ำประกันอาจต้องรับผิดชอบชำระหนี้ทั้งหมดแทนผู้กู้ รวมถึงดอกเบี้ยและค่าปรับต่าง ๆ
หนี้ของผู้ค้ำประกันเกิดขึ้นเมื่อใด ?
หนี้จะเกิดขึ้นเมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน นับจากวันที่ลูกหนี้ผิดนัด
การเป็นผู้ค้ำประกันจึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะมีผลกระทบต่อสถานะทางการเงินและความน่าเชื่อถือของคุณอย่างมาก
ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ได้มีการประกาศใช้ กฎหมายค้ำประกันฉบับปรับปรุงใหม่ ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ โดยมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญเพื่อให้ความคุ้มครองแก่ผู้ค้ำประกันมากขึ้น ดังนี้
1. จำกัดวงเงินและระยะเวลาได้
ผู้ค้ำประกันสามารถตกลงจำกัดวงเงินสูงสุดและระยะเวลาในการค้ำประกันได้ ดังนั้นก่อนเซ็นสัญญา ควรตกลงกับลูกหนี้เพื่อกำหนดเพดานชำระหนี้แทนอย่างชัดเจน และทำเป็นลายลักษณ์อักษร
2. ไม่ต้องรับผิดชอบทุกประการเหมือนลูกหนี้
ผู้ค้ำประกันจะรับผิดชอบชำระหนี้แทนเฉพาะในส่วนของเงินต้นเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดชอบดอกเบี้ย หลังจากชำระหนี้แทนแล้ว ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิไล่เบี้ย โดยฟ้องลูกหนี้เรียกเงินคืนตามจำนวนที่ชำระไปพร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหายอื่นๆ
3. เจ้าหนี้ต้องแจ้งภายใน 60 วัน
กรณีลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้จะต้องทำหนังสือแจ้งผู้ค้ำประกันให้ทราบภายใน 60 วัน และเจ้าหนี้ไม่สามารถเรียกเก็บหนี้กับผู้ค้ำประกันได้ทันที จนกว่าจะพยายามไล่เบี้ยหรือเรียกหนี้จากลูกหนี้จนสุดความสามารถแล้ว
ข้อควรพิจารณาก่อนตัดสินใจค้ำประกัน
1. ประเมินความสามารถทางการเงินของตนเอง
ก่อนตัดสินใจค้ำประกันให้ใคร คุณต้องมั่นใจว่าตัวเองมีความสามารถทางการเงินเพียงพอที่จะรับผิดชอบหนี้นั้นได้หากเกิดปัญหา ควรพิจารณา
– รายได้และค่าใช้จ่ายปัจจุบัน
– ภาระหนี้สินที่มีอยู่
– เงินออมและสินทรัพย์ที่มี
หากพบว่าการค้ำประกันอาจทำให้คุณเดือดร้อนในอนาคต ควรปฏิเสธเพื่อป้องกันปัญหาที่จะตามมา
2. พิจารณาความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือของผู้กู้
การค้ำประกันเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญ ควรพิจารณา
– คุณรู้จักและไว้ใจเขามากแค่ไหน?
– เขามีประวัติการชำระหนี้อย่างไร?
– เขามีความสามารถในการชำระหนี้หรือไม่?
3. ศึกษาเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียด
ก่อนลงนามควรอ่านและทำความเข้าใจเงื่อนไขทุกข้อในสัญญา โดยเฉพาะ
– วงเงินค้ำประกัน
– ระยะเวลาการค้ำประกัน
– เงื่อนไขการชำระหนี้แทนลูกหนี้
หากมีข้อสงสัย อย่าลังเลที่จะสอบถามเจ้าหน้าที่หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย
– ความเสี่ยงจากการค้ำประกัน –
ภาระหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบ
หากลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ คุณจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบแทน ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินที่หนักหน่วง
ผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการเงิน
หากคุณถูกเรียกให้ชำระหนี้แทนและไม่สามารถทำได้ จะส่งผลเสียต่อประวัติเครดิตของคุณ ทำให้โอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตลดลง
ความเสี่ยงต่อทรัพย์สินส่วนตัว
การค้ำประกันอาจส่งผลให้คุณต้องรับผิดชอบหนี้สินที่เกินความสามารถ หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ คุณอาจต้องใช้ทรัพย์สินส่วนตัวในการชำระหนี้แทน ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียทรัพย์สินที่มีค่า
การค้ำประกันเป็นเรื่องที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงินของคุณอย่างมาก ดังนั้น ก่อนตัดสินใจค้ำประกันให้ใคร ควรพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งในด้านความสามารถทางการเงินของตนเอง ความสัมพันธ์กับผู้กู้ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
จำไว้ว่า การปฏิเสธคำขอค้ำประกันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ แต่เป็นการปกป้องความมั่นคงทางการเงินของตัวเองและครอบครัว
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/gwogOi4ipJM?si=24485iEAJLGYddbh






