โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่รัฐบาลเปิดตัวเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยได้รับการตอบรับอย่างคึกคักตั้งแต่เปิดลงทะเบียนเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 โดยมีผู้ใช้สิทธิแล้วกว่า 19 ล้านคน ภายในวันเดียว และยอดใช้จ่ายสะสมพุ่งแตะ 25,000 ล้านบาท
ตัวเลขที่น่าสนใจ
เม็ดเงินกว่า 25,000 ล้านบาทนี้แบ่งเป็นเงินที่ประชาชนร่วมจ่าย 13,000 ล้านบาท และภาครัฐร่วมจ่ายอีก 12,000 ล้านบาท ซึ่งกระจายไปสู่ร้านค้ากว่า 800,000 รายทั่วประเทศ สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก
เสียงตอบรับจากผู้ใช้จริง
ด้านบวก ร้านค้าส่วนใหญ่พอใจกับโครงการนี้ โดยเฉพาะร้านค้าขนาดเล็กที่เห็นว่ายอดขายเพิ่มขึ้นจริง ลูกค้ากล้าใช้จ่ายมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคก็รู้สึกว่าช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ดี รวมถึงสามารถใช้กับค่ารถไฟฟ้า BTS ได้ด้วย
ข้อเสนอแนะ
– วงเงินใช้จ่ายต่อวันที่ไม่เกิน 200 บาทค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับค่าครองชีพปัจจุบัน
– ควรพัฒนาระบบแอปพลิเคชัน "เป๋าตัง" ให้เสถียรขึ้น เพราะบางช่วงอาจโหลดช้าหรือหน่วง
ใช้ได้นานแค่ไหน ?
หากใช้จ่ายเต็มวงเงิน 200 บาทต่อวัน
– กลุ่มผู้ยื่นแบบภาษี (ได้ 2,400 บาท) ใช้ได้ประมาณ 12 วัน
– กลุ่มผู้ไม่ยื่นแบบภาษี (ได้ 2,000 บาท) ใช้ได้ประมาณ 10 วัน
สามารถใช้สิทธิได้ต่อเนื่องจนถึง 31 ธันวาคม 2568 หรือจนกว่าจะครบวงเงิน
คนละครึ่งพลัส Phase 2 มาแน่!
กระทรวงการคลังคาดว่าจะเสนอโครงการ "คนละครึ่งพลัส Phase 2" เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีภายในเดือนธันวาคม 2568 และตั้งเป้าเปิดใช้จริงในเดือนมกราคม 2569
วงเงินที่คาดว่าจะได้รับ
รัฐบาลออกแบบ Phase 2 ให้เกิดความเท่าเทียมระหว่างผู้เข้าร่วมเดิมและคนใหม่ โดยทุกคนจะได้รับวงเงินรวมทั้ง 2 Phase เท่ากันที่ 4,000 บาท:
1. กลุ่มที่ไม่เคยเข้าร่วม Phase 1
– ได้รับสิทธิ์ครั้งแรก 4,000 บาท
2. กลุ่มที่เคยเข้าร่วม Phase 1 (ได้ 2,000 บาท)
– ได้เพิ่มอีก 2,000 บาท (รวมเป็น 4,000 บาท)
3. กลุ่มที่เคยเข้าร่วม Phase 1 (ได้ 2,400 บาท)
– ได้เพิ่มอีก 1,600 บาท (รวมเป็น 4,000 บาท)
ใครบ้างที่มีสิทธิ์ใน Phase 2 ?
– ผู้ที่ตกหล่นจาก Phase แรก (ลงทะเบียนไม่ทัน)
– ผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์จากการไม่ใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568
– ผู้ที่เคยเข้าร่วม Phase 1 แล้วต้องการสิทธิ์เพิ่มเติม
ปัญหาที่พบและแนวทางแก้ไข
ปัญหาด้านเทคนิคและการใช้งาน
– การลงทะเบียนไม่สำเร็จ
– ร้านสร้าง QR รับเงินผิดวิธี ทำให้ลูกค้าจ่ายเต็มจำนวนแทนที่จะเป็นครึ่งต่อครึ่ง
– ปัญหาการยืนยันตัวตน
– ผู้ใช้บางรายยังไม่คุ้นเคยกับการใช้จ่ายผ่าน Mobile Banking
ปัญหาการโกงและฉ้อโกง
1. ร้านค้าตั้งราคาสองมาตรฐาน
บางร้านปิดป้าย "เงินสด 159 บาท คนละครึ่ง 169 บาท" หรือบังคับให้จ่ายเงินสดเพิ่ม ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค
2. การซื้อขายสิทธิ์
มีการนำสิทธิ์ไปขายให้ผู้อื่น
3. ร้านค้ารับแลกสิทธิ์เป็นเงินสด
ร้านค้าและผู้ได้รับสิทธิ์บางรายร่วมมือกันทำธุรกรรมปลอมที่ไม่มีการซื้อขายจริง
โทษทางกฎหมายที่ต้องระวัง
สำหรับผู้ใช้สิทธิ์
หากนำสิทธิ์ไปแลกเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายจริง เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341
– โทษ: จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
– ถูกระงับสิทธิ์ไม่ให้เข้าร่วมโครงการอื่นของรัฐ
– ต้องชดใช้คืนเงินให้รัฐ
สำหรับร้านค้า
ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
– ไม่แสดงป้ายราคา: ปรับสูงสุด 10,000 บาท
– ขายเกินราคาหรือเอาเปรียบผู้บริโภค: ปรับสูงสุด 140,000 บาท หรือจำคุกถึง 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
ช่องทางแจ้งปัญหา
หากพบปัญหาหรือการทุจริต สามารถแจ้งได้ที่
– สายด่วนกรมการค้าภายใน: 1569
– สภาผู้บริโภค: 1502
โครงการคนละครึ่งพลัสถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับการตอบรับดี แม้จะมีปัญหาบ้างในช่วงแรก แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังปรับปรุงและเตรียมพร้อมสำหรับ Phase 2 เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุดและใช้สิทธิ์ได้อย่างเป็นธรรม
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/10vQzOANlSg?si=yRNfMX6LVt1UuRQR






