ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน การตกงานกะทันหันกลายเป็นความเสี่ยงที่ทุกคนอาจเผชิญได้ การเตรียมความพร้อมทั้งด้านการเงินและความรู้เกี่ยวกับสิทธิตามกฎหมายจะช่วยให้เราผ่านพ้นช่วงเวลาอันยากลำบากนี้ไปได้
สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อถูกเลิกจ้าง
เมื่อสูญเสียรายได้ประจำ หลักการสำคัญคือ อย่าสร้างภาระหนี้เพิ่มโดยเด็ดขาด พร้อมทั้งวางแผนการใช้จ่ายให้รอดผ่านแต่ละเดือน หากมีโอกาสงานใดมาถึง แม้เงินเดือนจะไม่เท่าเดิม ก็ไม่ควรปฏิเสธ เพราะการมีรายได้บางส่วนดีกว่าไม่มีเลย
สถานการณ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าทำไมเงินสำรองฉุกเฉินจึงสำคัญ มันคือ "กันชน" ที่จะช่วยให้เรามีเวลาหางานใหม่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวัน
เงินสำรองฉุกเฉินควรเตรียมไว้เท่าไร
เงินสำรองฉุกเฉินเปรียบเสมือน "ฟูกกันล้ม" ที่ช่วยรับแรงกระแทกเมื่อเราสะดุด
แนวทางการคำนวณ
– ระดับมาตรฐาน 6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ เหมาะสำหรับคนที่ไม่มีรายได้เสริม
– ระดับพื้นฐาน 3 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ สำหรับคนที่มีรายได้เสริมระหว่างตกงานในระดับที่ไม่ต่างจากเงินเดือนเดิมมากนัก
วิธีคำนวณเงินสำรองที่เหมาะกับตัวเอง
ตอบคำถาม 2 ข้อนี้
1. ในหนึ่งเดือนมีค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้สินที่ต้องชำระรวมเท่าไร ?
2. หากตกงานจะใช้เวลาในการหางานใหม่กี่เดือน ?
นำตัวเลขทั้งสองมาคูณกัน จะได้จำนวนเงินสำรองที่เหมาะสมสำหรับคุณ
เทคนิค "1 ลด 3 เพิ่ม" สร้างเงินสำรองฉุกเฉิน
1 ลด
ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ลดการทานอาหารนอกบ้าน แม้จะประหยัดได้ครั้งละหลักสิบหลักร้อย แต่สะสมทั้งปีก็เป็นจำนวนมาก
3 เพิ่ม
1. เพิ่มบัญชีเงินออมฉุกเฉินโดยเฉพาะ แยกออกจากบัญชีที่ใช้จ่ายประจำวัน และเป็นบัญชีที่สามารถถอนได้ทันที การแยกบัญชีจะช่วยไม่ให้เผลอนำเงินออมมาใช้จ่าย และจัดการเงินได้เป็นระบบมากขึ้น
2. เพิ่มรายการโอนอัตโนมัติ เปลี่ยนแนวคิดเป็น "ออมก่อนแล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ" ไม่ใช่เหลือแล้วค่อยออม ตั้งค่าโอนเงินเข้าบัญชีออมทันทีหลังได้รับเงินเดือน
3. เพิ่มเงินคืนหลังใช้งาน หากจำเป็นต้องดึงเงินสำรองมาใช้ ต้องทยอยคืนให้เต็มจำนวนเดิม เพื่อให้พร้อมใช้งานในอนาคต
สิทธิตามกฎหมาย: เงินชดเชยที่ต้องได้รับ
เมื่อถูกเลิกจ้าง เงินก้อนใหญ่ที่ช่วยให้เรามี "กันชน" ในช่วงหางานใหม่มี 2 ส่วนหลัก
1. เงินค่าชดเชยจากการเลิกจ้างกรณีทั่วไป
คำนวณตามอายุการทำงาน (ค่าจ้างในอัตราสุดท้าย)
– หากลูกจ้างทำงานมายังไม่ถึง 120 วัน นายจ้างจะไม่จ่ายค่าชดเชยก็ได้
หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 120 วัน – 1 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 30 วัน ในอัตราสุดท้าย
– หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 1-3 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 90 วัน ในอัตราสุดท้าย
– หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 3-6 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 180 วัน ในอัตราสุดท้าย
– หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 6-10 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 240 วัน ในอัตราสุดท้าย
– หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 10-20 ปี นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 300 วัน ในอัตราสุดท้าย
-หากลูกจ้างทำงานมาแล้ว 20 ปีขึ้นไป นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยเท่ากับค่าจ้างการทำงาน 400 วัน ในอัตราสุดท้าย
2. เงินค่าเสียหายจากการไม่บอกล่วงหน้า
หรือที่เรียกว่า "เงินค่าตกใจ" คิดเป็นจำนวนเท่ากับค่าจ้างของการทำงาน 60 วันสุดท้าย
สิทธิประกันสังคมกรณีว่างงาน
สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่ถูกเลิกจ้าง
สิทธิที่ได้รับ
– เงินทดแทน 60% ของค่าจ้างรายวัน
– ได้รับครั้งละไม่เกิน 180 วันต่อปี
– อัตราสูงสุด 9,000 บาทต่อเดือน (จากฐานเงินสมทบสูงสุด 15,000 บาท)
เงินทดแทนนี้จะช่วยให้ผู้ว่างงานมีรายได้เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในช่วงหางานใหม่
เรื่องภาษี: เงินชดเชยต้องเสียภาษีหรือไม่
กฎหมายภาษีปัจจุบันกำหนดให้
ยกเว้นภาษี
– เงินชดเชยส่วนของค่าจ้างการทำงาน 400 วันสุดท้าย แต่ไม่เกิน 600,000 บาท
– ส่วนนี้ไม่ต้องนำไปรวมคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ต้องเสียภาษี
– หากเงินชดเชยเกิน 600,000 บาท ส่วนที่เกินจะต้องนำมาคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
การเตรียมตัวรับมือกับภาวะตกงานเป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำตั้งแต่วันนี้ ทั้งการสร้างเงินสำรองฉุกเฉินและการรู้สิทธิตามกฎหมาย จะช่วยให้เราผ่านพ้นวิกฤตไปได้อย่างมั่นคงและมีศักดิ์ศรีฃ
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่






