วิกฤตซัพพลาย: ภาคอุตสาหกรรมไทยกำลังเผชิญกับภาวะความเสี่ยงครั้งใหญ่จากสถานการณ์ “ซัพพลายช็อก” (Supply Shock) ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ดำเนินมานานกว่าหนึ่งเดือน
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมปิโตรเคมี โดยเฉพาะราคา เม็ดพลาสติก ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 80-90% ในบางประเภท
สาเหตุหลักของวิกฤตครั้งนี้เกิดจากการที่ประเทศไทยต้องพึ่งพาการนำเข้า แนฟทา (Naphtha) ซึ่งเป็นวัตถุดิบต้นน้ำจากภูมิภาคตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุสในสัดส่วนสูงถึง 60-70% เมื่อเส้นทางขนส่งเกิดการหยุดชะงัก ทำให้อุปทานเม็ดพลาสติกในตลาดโลกตึงตัว
ส่งผลให้ผู้ผลิตในไทยจำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 25-30% เพื่อบริหารจัดการวัตถุดิบที่มีอยู่อย่างจำกัด อีกทั้งยังต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิตโดยรวมที่เพิ่มขึ้นถึง 30-50% จากทั้งค่าวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าประกันภัยที่พุ่งสูงตามความเสี่ยง
ผลกระทบนี้เริ่มลามจากผู้ผลิตต้นน้ำสู่ผู้ประกอบการปลายน้ำ โดยเฉพาะ เม็ดพลาสติกพอลิโพรไพลีน (PP) ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์อาหาร ซึ่งเริ่มเกิดภาวะขาดแคลนและหาแหล่งนำเข้าทดแทนได้ยากในระยะสั้น ในขณะที่เม็ดพลาสติกพอลิเอทิลีน (PE) ยังพอสามารถเดินเครื่องผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการในประเทศได้บ้าง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ได้รับแรงกระแทกเร็วและแรงที่สุดคือกลุ่ม เอสเอ็มอี (SME) เนื่องจากมีโครงสร้างต้นทุนวัตถุดิบสูงถึง 30-70% และมักมีสต็อกสินค้าเพียงพอสำหรับแค่ 1 เดือนเท่านั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 90% ต้องปรับตัวสูงขึ้นตาม
เพื่อรับมือกับวิกฤตนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณา ลดหรือยกเว้นภาษีนำเข้าเม็ดพลาสติกชั่วคราว เพื่อลดภาระต้นทุน พร้อมทั้งเสนอให้เร่งผลักดันเศรษฐกิจหมุนเวียนโดยใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลผ่านมาตรการจูงใจทางภาษี
นอกจากนี้ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทยยังเสนอแนวทาง “ลด-ตรึง-หนุน-เซฟ” เช่น การตรึงราคาพลังงานและค่าไฟฟ้า รวมถึงการสนับสนุนมาตรการเติมสภาพคล่องอย่างซอฟต์โลน เพื่อช่วยพยุงภาคธุรกิจให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ก่อนที่ผลกระทบจะลุกลามสู่กำลังซื้อและเศรษฐกิจในวงกว้าง
พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital






