สอนลูกเรื่องเงิน : การสอนเรื่องเงินให้กับเด็กไม่ใช่แค่การเปิดตำราอ่าน แต่เป็นศิลปะแห่งการใช้จิตวิทยาและการสร้างพฤติกรรมที่ต้องอาศัยความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก โดยเฉพาะในช่วง 7 ปีแรกของชีวิต ซึ่งเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่เด็กเรียนรู้ผ่านการลอกเลียนแบบได้ดีที่สุด

ทำให้ดู ไม่ใช่แค่บอกให้ฟัง

พ่อแม่คือครูคนแรกและตำราเล่มสำคัญที่สุด ในช่วง 7 ปีแรกของชีวิต เด็กจะซึมซับพฤติกรรมทุกอย่างจากคนใกล้ชิดแบบอัตโนมัติ เปรียบเสมือนการคัดลอกพฤติกรรม หากพ่อแม่มีนิสัยการใช้เงินแบบไหน ลูกก็จะเลียนแบบตามไปโดยไม่รู้ตัว

คำสอนที่ดีที่สุดคือการทำให้ดู หากต้องการให้ลูกรู้จักบริหารเงิน พ่อแม่ต้องแสดงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่สมเหตุสมผลให้เป็นแบบอย่างเสียก่อน เพราะเด็กจะจดจำสิ่งที่เห็นมากกว่าสิ่งที่ได้ยิน

เปลี่ยนชีวิตประจำวันให้เป็นห้องเรียนการเงิน

หลังจากเป็นแบบอย่างที่ดีแล้ว ขั้นต่อไปคือการให้เด็กได้ลงมือทำจริง กิจกรรมง่ายๆ แต่ทรงพลังที่สุดคือ “การพาลูกไปจ่ายตลาด”

วิธีการ: ภารกิจซื้อของทำอาหาร

  • มอบโจทย์และงบประมาณที่จำกัด เช่น เงิน 200 บาท เพื่อซื้อวัตถุดิบทำแกงจืดวุ้นเส้น
  • ให้ลูกเป็นคนถามราคา เจรจา จ่ายเงิน และรับเงินทอนเอง
  • พ่อแม่ทำหน้าที่เป็น “โค้ช” คอยสังเกตและให้คำแนะนำเมื่อจำเป็น

ผลลัพธ์ที่ได้: เด็กจะเข้าใจแนวคิดเรื่อง “การแลกเปลี่ยน” อย่างแท้จริง รู้ว่าเงินที่มีจำกัดสามารถแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของอะไรได้บ้าง และต้องวางแผนอย่างไรให้ได้วัตถุดิบครบตามต้องการ

สอนให้รู้ค่าของเงินผ่าน “เป้าหมาย” และ “การรอคอย”

เมื่อลูกโตขึ้น (ประมาณ 6-7 ขวบ) จะเริ่มอยากได้ของเล่นหรือสิ่งของราคาสูงขึ้น นี่คือโอกาสทองในการสอนเรื่องการตั้งเป้าหมายและความอดทน

ตัวอย่าง: ลูกอยากได้ของเล่นราคา 599 บาท : แทนที่จะจ่ายให้ทันที ลองชวนลูกคำนวณว่า:

  • หากได้เงินค่าขนมวันละ 20 บาท ต้องเก็บออมกี่วันถึงจะพอ ?
  • หากนานเกินไป จะมีวิธีอื่นในการหารายได้เพิ่มหรือไม่ ?

เสนอทางเลือก: ยื่นข้อเสนอ “จ้างงานพิเศษ” เช่น การช่วยงานบ้านแลกกับค่าจ้าง เพื่อให้ลูกได้เรียนรู้วิธีการสร้างรายได้ด้วยตัวเอง

ผลทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ

เมื่อเด็กต้องลงแรงทำงานและอดทนเก็บเงินกว่าจะครบก้อน เขาจะเห็นคุณค่าของเงินอย่างลึกซึ้ง หลายครั้งเมื่อเงินครบแล้ว เด็กกลับรู้สึก “เสียดาย” จนไม่อยากใช้เงินที่หามาด้วยความยากลำบากไปกับของเล่นชิ้นเดิม หรืออาจตัดสินใจตั้งเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นแทน

แยกแยะ “ความอยากได้” กับ “ความจำเป็น”

หัวใจของการประหยัดไม่ใช่การห้ามซื้อ แต่คือการฝึกให้เด็กแยกแยะระหว่าง Needs (ความจำเป็น) และ Wants (ความต้องการ) ได้ด้วยตัวเอง

เทคนิคการตั้งคำถามแบบเป็นขั้นตอน

1. สำรวจสิ่งที่มีอยู่

  • “ของแบบนี้เรามีอยู่แล้วหรือเปล่า ?”

2. วิเคราะห์ประโยชน์

  • “ถ้าได้มาแล้ว จะเอาไปใช้ทำอะไร ?”
  • “จะใช้บ่อยแค่ไหน?”

3. ประเมินผลกระทบ

  • “ถ้าไม่มีของชิ้นนี้ จะส่งผลเสียต่อชีวิตประจำวันอย่างไร ?”

กระบวนการนี้จะช่วยให้เด็กเริ่มมองเห็นความคุ้มค่า และลดการตัดสินใจซื้อตามอารมณ์ชั่ววูบได้ตั้งแต่วัยเยาว์

เรียนรู้เรื่อง “เงินเฟ้อ” ผ่านชีวิตประจำวัน

แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่ซับซ้อนอย่าง “เงินเฟ้อ” (Inflation) สามารถอธิบายให้เด็กเข้าใจได้ง่ายๆ ด้วยการเปรียบเทียบราคาอาหารที่คุ้นเคย

ตัวอย่าง: ราคาก๋วยเตี๋ยวชามละ 40 บาท เมื่อก่อน VS 55 บาท ปัจจุบัน: เมื่อเด็กเริ่มเห็นว่าเงินจำนวนเท่าเดิมซื้อของได้น้อยลง จะเข้าใจได้ว่า

  • มูลค่าของเงินเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา
  • การเก็บเงินไว้เฉยๆ อาจทำให้มูลค่าลดลงได้
  • จำเป็นต้องรู้วิธีบริหารจัดการเงินที่เหมาะสม

นี่คือพื้นฐานสำคัญที่จะต่อยอดไปสู่เรื่องการออมและการลงทุนในอนาคต

แนวทางการสอนสำหรับผู้ปกครอง

การสอนเรื่องเงินให้กับเด็กอายุตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ไม่จำเป็นต้องเน้นตัวเลขหรือการคำนวณที่ซับซ้อน แต่ควรเน้นที่

1. ความใจเย็นและความสม่ำเสมอ

เปิดโอกาสให้เด็กได้หยุดคิดและสื่อสารความคิดเห็นของตนเอง อย่าเร่งรีบบังคับให้เขาตอบหรือทำตามทันที

2. การเปรียบเทียบให้เห็นภาพ

ใช้เหตุการณ์รอบตัวเป็นบทเรียนมากกว่าการสอนจากตำรา เด็กจะจดจำและเข้าใจได้ดีกว่า

3. การเป็นต้นแบบที่ดี

พฤติกรรมการใช้เงินของผู้ใหญ่คือสิ่งที่เด็กจะซึมซับได้เร็วและลึกที่สุด การกระทำมีพลังมากกว่าคำพูดเสมอ

การปลูกฝังวินัยทางการเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่จำเป็นต้องรอจนลูกโตหรือเริ่มทำงาน การสร้างความเข้าใจพื้นฐานสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย

การสร้างนิสัยการวิเคราะห์ “ความด่วนและความสำคัญ” ของสิ่งของจะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต ช่วยให้เขาสามารถบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

พบกับ “ทิน โชคกมลกิจ” และ “โค้ชหนุ่ม” ได้ใน “เงินทองของจริง”
ออกอากาศทาง ช่อง one31 ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 07.50 – 08.00 น.
รับชมรีรันได้ทางช่อง GMM25 เวลา 10.30 – 10.40 น. และช่องทางออนไลน์ TERO Digital