เกษตรกรไทยหลายคนกำลังเผชิญกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรที่ย่ำแย่ โดนกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง รวมถึงความท้าทายมากมายจากการแข่งขันในตลาดที่รุนแรง ราคาผลผลิตที่ผันผวนตามอุปสงค์ อุปทาน และปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสภาพดินฟ้าอากาศ การพึ่งพาการขายผลผลิตสดเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพออีกต่อไป
การสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) คืออะไร ?
การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าเกษตร หมายถึง การนำผลผลิตทางการเกษตรมาปรับเปลี่ยน เพิ่มลักษณะพิเศษ หรือสร้างจุดเด่นบางอย่าง ให้ต่างไปจากเดิม เพื่อให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น และสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูงกว่าผลผลิตสดที่ยังไม่ได้แปรรูป
ประโยชน์ของการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
1. ลดปัญหาสินค้าล้นตลาดและสงครามราคา
เมื่อผลผลิตถูกนำไปแปรรูป จะช่วยดูดซับปริมาณผลผลิตสดออกจากตลาด ทำให้ไม่เกิดภาวะสินค้าล้นตลาดและลดโอกาสในการเกิดสงครามราคาที่ทำให้สินค้าเกษตรตกต่ำอย่างรุนแรง
2. สร้างอาชีพใหม่และกระจายรายได้
กระบวนการแปรรูปต้องการแรงงานและทักษะเฉพาะทาง ซึ่งสามารถสร้างอาชีพใหม่ๆ ในชุมชน และกระจายรายได้สู่ครัวเรือนต่างๆ ได้มากขึ้น
3. ลดต้นทุนการขนส่ง
ผลผลิตที่ผ่านการแปรรูปโดยส่วนใหญ่จะมีขนาดเล็กลงหรือมีน้ำหนักเบาลง ทำให้ค่าใช้จ่ายในการขนส่งจากแหล่งผลิตไปยังแหล่งจัดจำหน่ายลดลง
4. สร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง
การแปรรูปทำให้สินค้าเก็บรักษาได้นานขึ้น ลดการเน่าเสีย และสามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ผู้ขายจึงมีรายได้ต่อเนื่อง
เทคนิคการเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร
1. การแปรรูปอาหารเพื่อเพิ่มมูลค่า
การนำผลผลิทางการเกษตรมาผ่านกระบวนการทางกายภาพ เคมี หรือชีวภาพ เพื่อเปลี่ยนสภาพให้แตกต่างไปจากเดิม:
การอบและการตากแห้ง
– ลดปริมาณน้ำในอาหารเพื่อยับยั้งจุลินทรีย์และยืดอายุเก็บรักษา
– การตากแห้งมีต้นทุนต่ำหากใช้แสงแดดธรรมชาติ
การแช่แข็ง
– ลดอุณหภูมิของอาหารให้ต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง
– หยุดกิจกรรมของจุลินทรีย์และเอนไซม์ เก็บรักษาได้นาน
– เพิ่มความสะดวกในการบริโภค เช่น ผลไม้แช่แข็ง
การดอง
– ถนอมอาหารด้วยน้ำส้มสายชู
– สร้างรสชาติ สี และกลิ่นใหม่ เช่น ผักกาดดอง มะม่วงดอง
การหมัก
– ใช้จุลินทรีย์เปลี่ยนองค์ประกอบทางเคมีของอาหาร
– เกิดรสชาติและกลิ่นใหม่ อาจเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ
– ตัวอย่าง: ปลาร้า แหนม โยเกิร์ต
– ไม่ต้องเครื่องมือพิเศษ ค่าใช้จ่ายในการผลิตต่ำ
2. การสร้างมูลค่าเพิ่มโดยไม่ผ่านการแปรรูปโดยตรง
การสร้างแบรนด์และภาพลักษณ์
– ทำให้สินค้าเป็นที่จดจำ มีคุณภาพ และโดดเด่นกว่าคู่แข่ง
– การสร้างเรื่องราว (Storytelling) ของแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภคผูกพัน
การพัฒนาบรรจุภัณฑ์
– บรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่น สร้างสรรค์ แปลกใหม่
– มีประโยชน์ในการใช้ เปิดปิดสะดวก สวยงาม
– ทำให้สินค้าดูมีคุณภาพและเป็นของฝากที่ดูดี
การผลิตสินค้านอกฤดูกาล
– เป็นช่วงที่ผลผลิตมีน้อยในตลาด ทำให้ราคาสูงขึ้น
การผลิตเพื่อตลาดเฉพาะ (Niche Market)
– กลุ่มคนรักสุขภาพ หรือผู้ต้องการสินค้าออร์แกนิก
– เพิ่มมูลค่าและตั้งราคาสูงขึ้น
การผลิตแบบยั่งยืน
– นำเสนอสินค้าที่ผลิตด้วยวิธีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
– ดึงดูดผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและสังคม
การจัดการเพาะปลูกที่ดี (GAP)
– ลดการใช้สารเคมี หันมาใช้วิธีธรรมชาติแบบเกษตรอินทรีย์
– ผลผลิตปลอดสารเคมี ผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิต
– เพิ่มความมั่นใจของผู้บริโภคและมูลค่าสินค้า
การท่องเที่ยวเชิงเกษตร
– เปิดฟาร์มหรือสวนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
– ให้ผู้บริโภคสัมผัสประสบการณ์การทำเกษตร
– เก็บเกี่ยวผลผลิตหรือเรียนรู้กระบวนการแปรรูป
– สร้างรายได้จากการบริการ
การทำเกษตรแปรรูปเป็นแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อนภาคเกษตรของไทยให้ก้าวหน้า มั่นคง และยั่งยืน ไม่เพียงแต่สร้างคุณค่าให้กับตัวผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับชีวิตของเกษตรกร ชุมชน และประเทศชาติโดยรวม การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรจึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30 – 8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digitall
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่






