“หนี้จน” คือหนี้ที่เกิดจากการซื้อของฟุ่มเฟือย ใช้จ่ายเกินตัว ไม่สามารถจัดการควบคุมได้จนส่งผลให้เกิดหนี้สินวนเวียน ความจริงแล้วหนี้ที่เป็นอยู่ทุกวันนี้เป็นหนี้แบบไหนกันแน่
วิทย์ สิทธเวคิน และ โค้ดหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธุ์ ชวนพูดคุยเรื่องของหนี้ ระยะหลัง ๆ มักจะได้ยินคำว่า “หนี้” อีกอันนึง “หนี้จน” เป็นหนี้ก็ว่าน่ากลัวแล้ว นี่มี “หนี้จน” อีก จะมาอธิบาย “หนี้จน” มันต่างจาก “หนี้”ทั่วไปอย่างไร
โค้ชหนุ่ม กล่าวว่า อยากให้ใช้คำว่าสินเชื่อมากว่าหนี้ สินเชื่อมันเกิดขึ้นมา เพื่อตอบประโยชน์ในชีวิต ทำงานเก็บเงินซื้อบ้านซื้อเงินสด ก็สามารถใช้สินเชื่อได้ พอเราจัดการสินเชื่อได้ไม่ดี ใช้สินเชื่อเยอะเกินไป เกินตัว เกินกำลัง ก็จะใช้คำฮิตว่า “หนี้” แล้วหลัง ๆ ก็พ่วงกันด้วยว่า “หนี้จน” คือหนี้ที่ทำให้ชีวิตพัง ถ้าใช้สินเชื่อให้พอเหมาะมันจะต่อยอดชีวิต แต่ถ้าใช้สินเชื่อเกินกำลังมันจะทำให้ชีวิตพัง เพราะทุกครั้งที่เป็น “หนี้จน” จำเป็นต้องใช้ระยะเวลานานมากกว่าจะผ่านพ้นปัญหา
หนี้จน หลัก ๆ มันอยู่ที่วิธีการใช้ ถ้ามันเกินตัว เกินกำลัง ส่วนใหญ่แล้วถ้าเอาศัพท์วิชาการ ก็จะไปพาดพิงกับ หนี้บริโภค เพราะว่าหนี้กลุ่มนี้อัตราดอกเบี้ยมันสูงนิดนึง หนี้บริโภค เป็นสินเชื่อที่เรียกว่า เพื่อใช้อเนกประสงค์ต่าง ๆ เช่น อยากได้โทรศัพท์ดี ๆ สักเครื่องนึงเงินมันไม่พอ ก็อาจจะใช้บัตรเครดิตช่วย เพราะฉะนั้นจะเป็นกลุ่มที่ดอกเบี้ยสูงเป็นเลขสองหลัก บัตรเครดิต 96% สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรกดเงินสดก็ 25% ต่อปี ถือว่ามันต้องสูงหน่อยอยู่แล้ว เพราะมันไม่มีอะไรเป็นหลักทรัพย์
คนทำงานทั่วไปได้เงินเดือน หนึ่งร้อยบาท เอาจริง ๆ โอนไม่ถึงร้อย เพราะบางทีก็มีประกันสังคม หักทุกอย่างแล้ว บางทีเหลือ 90 – 95% ดั้งนั้น 90 – 95% ถ้าโดนหักตัวนี้อีก 50% ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนบัตรต่าง ๆ มันก็จะเหลือกินอีก 20% ถ้าเหลือ 20% แล้วกินใช้ทั้งเดือน 30 วัน ยังพอไหว อัตราส่วนเงินนี้ เรียกว่า เงินผ่อนชำระหนี้ต่อรายได้ ดั้งนั้น จะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ผ่อนบัตรเครดิต ไม่ว่ากัน แต่ให้สังเกตว่า รวม ๆ กันแล้วมันเป็น 50 บาท ใน 100 บาท แล้วหรือยัง ถ้าหาได้ 100 บาท แล้วผ่อนเกิน 50 บาท รับประกันว่ามีเหนื่อย
กลุ่มแรก ๆ ที่สร้าง “หนี้จน” คือกลุ่มที่ใช้จ่ายเกินตัว ตรงนี้อยากจะนิยามคำสองคำนี้ว่า เกินตัว กับ ฟุ่มเฟือย เกินตัว กับ ฟุ่มเฟือย จะไม่เหมือนกัน มนุษย์เราอาจจะต้องฟุ่มเฟือยได้บ้าง แต่ถ้าฟุ่มเฟือยบ่อย ๆ มันจะเกินตัว เป็นสภาวะที่ต้องระวัง เติมเต็มความสุขตัวเองไม่ใช่เรื่องผิด ฟุ่มเฟือยบ้างไม่ใช่เรื่องผิด แต่ถ้ามันเกินกำลังตัวเองอย่างนี้มีปัญหา นี่คือกลุ่มที่เรียกว่าใช้จ่ายเกินตัว
กลุ่มที่ 2 เรียกว่า หนี้คนดี ก็คือกลุ่มเดอะแบก อย่างเช่นบางคนเงินเดือนหมื่นกว่าบาท ที่บ้านเรียกใช้หมื่นหนึ่ง ต้องเปิดบัตรเงินสดกดไปให้ แล้วสุดท้ายสร้างภาระหนี้ ก็ออกจากมันไม่ได้ แล้วมันกลายเป็น “หนี้จน” เพราะมันทำให้การเงินพัง
กลุ่มที่ 3 เป็น ”หนี้จน” อีกแบบนึง คือ กลุ่มที่ลงทุนเกินตัว กู้มาลงทุนมันก็ไม่ได้ผิด เพราะคือการสร้างธุระกิจ แต่ว่าบ้างคนไม่ได้กู้ถูกวิธี บางคนทำสินเชื่อกู้ซื้อคนโดหลาย ๆ ห้อง สุดท้ายแล้วผ่อนไม่ไหว กู้ธนาคารมาแล้วก็เอาไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง ด้วยความหวังที่ว่าเรามีเงินอยู่ 100,000 บาท ลงทุนได้กำไรสัก 20 – 30% มันก็ได้ 30,000 ถ้ามี 1,000,000 ละ ก็คิดไปไกลเลย
เสร็จแล้วก็แอบมาคิด ดอกเบี้ยก็แค่ 25% ถ้าเกิดหาผลตอบแทนได้เยอะกว่านั้นได้อีก ก็แสดงว่ามันโอเค มองแต่ผลลัพธ์ด้านบวก พอด้านที่เป็นความเสี่ยงเกิดขึ้นก็พัง ก็เป็น “หนี้จน” เหมือนกัน เรื่องของการเงินเวลาใช้สินเชื่อแล้วมันจะพัง มันจะมีสัญญาณบอกอยู่ 3 อย่าง
1 เริ่มจ่ายขั้นต่ำของในส่วนของหนี้อเนกประสงค์ทั้งหลาย
2 เริ่มจ่ายขั้นต่ำ เงินผ่อนชำระนี้ของต่อเดือนจะเริ่มสูงเมื่อเทียบกับรายได้ ลิมิตสูงสุด คือ 50% ถ้าแตะห้าสิบเมื่อไรแสดงว่ามาแน่แล้ว
3 เริ่มข้อสินเชื่อใหม่ เพื่อเอาไปกิน เอาไปใช้ ไเอาไปเติมในส่วนที่ขาด อันนี้คือด่านสุดท้าย ถ้ามาถึงข้อนี้แล้วเบรกได้ให้รับเบรก เพราะมันจะพังแล้วมันจะใหญ่โต
โค้ชหนุ่ม สรุปดังนี้ว่า โลกการเงิน มันมีคำสำคัญอยู่ 2 คำ คือ สภาพคล่องกับความมั่งคั่ง สภาพคล่อง คือมีกิน มีใช้ มีเหลือเก็บ จะซื้อบ้านก็ได้ จะกู้ซื้อรถก็ได้ จะใช้บัตรเครดิตบ้างก็ได้ไม่เสียหาย สุดท้ายขอแค่ว่าทุก ๆ เดือนมีเงินเหลือเก็บ เหลือออม เดี๋ยวพอคล่องมันก็จะเก็บสะสมเป็นความมั่งคั่ง
ติดตาม รายการ “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.05-9.15 น. ทางช่อง 7HD กด 35
ชมผ่าน Youtube https://youtu.be/QMXbFamMs2U






