เงินฉุกเฉินกับเงินลงทุน ต่างกันอย่างไร และทำไมต้องแยกให้ชัด ? | เงินทองของจริง

/
/
/
/
เงินฉุกเฉินกับเงินลงทุน ต่างกันอย่างไร และทำไมต้องแยกให้ชัด ? | เงินทองของจริง
หลายคนเริ่มต้นเก็บเงินด้วยความหวังว่าจะเอาเงินไปต่อยอดให้เติบโต แต่พอถึงเวลาที่จำเป็นกลับต้องขายหุ้นหรือถอนกองทุนแบบขาดทุน เพราะไม่มีเงินสดในมือ ปัญหานี้เกิดจากการไม่แยกแยะ “เงินฉุกเฉิน” กับ “เงินลงทุน” อย่างชัดเจน
 
เงินฉุกเฉิน: เกราะป้องกันชีวิต
 
เงินฉุกเฉิน เปรียบเสมือนเกราะป้องกันในวันที่ชีวิตต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ไม่ว่าจะเป็นการตกงาน เจ็บป่วย หรือเหตุการณ์เร่งด่วนที่ต้องใช้เงิน โดยเงินก้อนนี้จะช่วยให้คุณสามารถรับมือกับปัญหาได้โดยไม่กระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันหรือเงินเก็บเพื่ออนาคต
 
ควรเก็บเงินฉุกเฉินเท่าไหร่ ?
 
สำหรับพนักงานประจำ ควรมีเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3-6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถใช้ชีวิตได้ในช่วงที่ไม่มีรายได้เข้ามา
 
สำหรับฟรีแลนซ์หรือผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรสำรองเงินไว้อย่างน้อย 6-12 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพราะรายได้อาจไม่แน่นอน
 
วิธีการเก็บเงินฉุกเฉิน
 
– เก็บไว้ในที่ที่เข้าถึงง่าย เช่น บัญชีออมทรัพย์ที่ไม่มีค่าธรรมเนียมในการเบิกถอน
– เลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง เพราะอาจทำให้เงินหายไปในเวลาที่ต้องการใช้
– ตรวจสอบและปรับยอดเงินฉุกเฉินให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป
 
ประโยชน์ของเงินฉุกเฉิน
 
– ช่วยลดความเครียดเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
– ช่วยป้องกันการก่อหนี้ที่ไม่จำเป็น
– ช่วยให้การเงินของคุณมีเสถียรภาพมากขึ้น
 
เงินลงทุน: สร้างความมั่งคั่งระยะยาว
 
เงินลงทุน คือเงินที่เก็บไว้เพื่อนำไปลงทุนให้งอกเงยมากขึ้น เช่น เปิดร้าน ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยควรเก็บแยกจากบัญชีเงินเดือน อาจมีเป็นบัญชีเพื่อการลงทุนเป็นบัญชีเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว
 
วิธีการเก็บเงินลงทุน
 
– เริ่มจากการหาความรู้เรื่องทางเลือกการลงทุนต่างๆ
– ทยอยออมเงินวันละนิดวันละหน่อย
– เมื่อมีเงินเป็นกอบเป็นกำ ค่อยถอนไปลงทุนในทางเลือกที่มีโอกาสได้ผลตอบแทนมากกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก
– ลงทุนภายใต้ระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
 
ความแตกต่างระหว่างการออมกับการลงทุน
 
วัตถุประสงค์
– การลงทุน: ทำเพื่อต่อยอดทรัพย์สินที่มีอยู่ให้งอกเงยขึ้น
– การออม: เพื่อเก็บเงินไว้ใช้จ่ายในอนาคต
 
ความเสี่ยงและผลตอบแทน
– การลงทุน: มีความเสี่ยงหลายระดับ หากเป็นการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็สูงตามไปด้วย
– การออม: ความเสี่ยงต่ำมาก ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญเสียเงินต้น แต่ก็ได้ผลตอบแทนน้อยเช่นกัน
 
จุดแข็ง
การลงทุน
– มีโอกาสทำกำไรได้สูง
– ลดหย่อนภาษีได้
– มีสิทธิ์ในการจัดการทรัพย์สินด้วยตัวเอง
– เหมาะกับผู้ที่มีทุนทรัพย์และศึกษาข้อมูลมาเป็นอย่างดี
 
การออม
– มีสภาพคล่องสูง
– เงินต้นปลอดภัย
– ไม่ต้องเฝ้าระวังสภาวะตลาด
– เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย
 
กลยุทธ์การออมและลงทุนที่เหมาะสม
 
การผสมผสานระหว่างการออมและการลงทุนเป็นกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
 
1. เริ่มจากการสร้างเงินสำรองฉุกเฉิน ในบัญชีที่มีสภาพคล่องสูง เช่น บัญชีออมทรัพย์
2. ออมเงินระยะสั้น ในบัญชีเงินฝากประจำ 1-3 ปี
3. ลงทุนเพื่อเป้าหมายระยะยาว 3-5 ปี ในหุ้นหรือกองทุนรวม
4. จัดสรรการลงทุนตามอายุ โดยลดสัดส่วนความเสี่ยงเมื่ออายุมากขึ้น
 
การผสมผสานระหว่างการออมและการลงทุนจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เริ่มออมเงินวันนี้ด้วยวิธีที่เหมาะกับตัวเอง และเมื่อมีเงินออมพร้อมแล้ว ลองก้าวไปสู่การลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินเติบโตมากขึ้น
 
อย่าลืมว่า การแยกเงินฉุกเฉินกับเงินลงทุนให้ชัดเจนเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
 
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital
 
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/XwkL_VnXxws?si=jnuFzYj3ms19SQnD