ภาคเอกชนผงาด ! สภาหอการค้า-อุตสาหกรรม คัดค้านค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ | เงินทองของจริง

/
/
/
ภาคเอกชนผงาด ! สภาหอการค้า-อุตสาหกรรม คัดค้านค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ | เงินทองของจริง
เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2568 นโยบายขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทต่อวันได้เริ่มใช้จริงแล้วในกรุงเทพมหานครและบางกลุ่มกิจการในต่างจังหวัด การปรับขึ้นครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มรายได้ให้แรงงานและกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความกดดันด้านต้นทุนให้กับภาคธุรกิจ
 
รายละเอียดนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท
 
การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน และแบ่งการดำเนินการออกเป็น 2 ลักษณะ:
 
กรุงเทพมหานคร
ปรับค่าจ้างขั้นต่ำครอบคลุมทุกประเภทกิจการ โดยไม่มีข้อยกเว้น
 
ต่างจังหวัด
ปรับค่าจ้างขั้นต่ำเฉพาะบางกลุ่มอาชีพ ได้แก่:
– กิจการโรงแรมทั่วประเทศตั้งแต่ระดับ 2 ดาวขึ้นไป หรือโรงแรมที่มีห้องพักตั้งแต่ 50 ห้องขึ้นไป
– กิจการสถานบริการตามพ.ร.บ.สถานบริการ เช่น คาราโอเกะ ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาน์จ
 
คาดว่าจะมีแรงงานได้รับประโยชน์จากการปรับขึ้นค่าจ้างในรอบนี้ประมาณ 700,000 คน รวมถึงแรงงานต่างด้าวซึ่งจะได้รับค่าจ้างในอัตราเดียวกับแรงงานไทย
 
ความคัดค้านจากภาคเอกชน
 
ภาคเอกชนนำโดยหลายองค์กรสำคัญ ได้แก่ สภาหอการค้าไทย สภาอุตสaหกรรม สมาคมผู้ประกอบการค้าปลีกไทย สมาคมภัตตาคารไทย สมาคมโรงแรมไทย และสมาคมเอสเอ็มอีแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือคัดค้านการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ
 
เหตุผลการคัดค้าน
– เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19
– ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น การขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศจะส่งผลต่อต้นทุนการผลิตและราคาสินค้า
– ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ อาจทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ
– ภาระของ SMEs ธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางอาจแบกรับภาระไม่ไหว
– การเลิกจ้างงาน อาจส่งผลต่อการเลิกจ้างงาน
 
ข้อเสนอแนะจากภาคเอกชน
– พิจารณาปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำตามความพร้อมของแต่ละภาคธุรกิจ
– เน้นการช่วยเหลือ SMEs
– พัฒนาทักษะแรงงาน
– ส่งเสริมการปรับตัวของภาคธุรกิจอย่างเป็นขั้นตอนก่อนปรับขึ้นค่าแรง
 
มุมมองจากงานวิจัยสากล
 
งานวิจัยของ เดวิด คาร์ด (David Card) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล และ อลัน ครูเกอร์ (Alan Krueger) ยืนยันว่าการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำไม่กระทบต่อการจ้างงาน รัฐบาลสหรัฐอเมริกาพบว่ารัฐที่จ่ายค่าแรงสูงกว่ามีแนวโน้มฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจาก COVID-19 ได้รวดเร็วกว่า
 
ตัวอย่างจากจีน
จีนเคยใช้กลยุทธ์แรงงานค่าแরงต่ำเพื่อตีตลาดโลกและสามารถขยับจากประเทศยากจนสู่ประเทศรายได้ปานกลาง ปัจจุบัน:
– ชนบทจีน: ค่าแรงขั้นต่ำราว 10 หยวน/ชั่วโมง (ประมาณ 400 บาท/วัน)
– เมืองใหญ่จีน: ค่าแรงขั้นต่ำราว 20 หยวน/ชั่วโมง (ประมาณ 800 บาท/วัน)
 
แม้ค่าแรงขั้นต่ำจีนจะสูงกว่าไทย แต่ก็ไม่ได้ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าจีนในตลาดโลกลดลง
 
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและราคาสินค้า
 
กระทรวงพาณิชย์วิเคราะห์ว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อประมาณ 0.15-0.3% โดยแบ่งผลกระทบต่อสินค้าและบริการเป็น 6 กลุ่ม:
 
กลุ่มที่ 1: สินค้าและบริการที่กำกับโดยภาครัฐ
– ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าน้ำมัน ค่าการศึกษา ค่าทางด่วน ค่ารักษาพยาบาล
– ผลกระทบ: ไม่มีผลกระทบ (ขึ้นอยู่กับภาครัฐ)
 
กลุ่มที่ 2: สินค้าอุตสาหกรรมใช้ในชีวิตประจำวัน
– น้ำตาล กาแฟ ผงซักฟอก เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์
– ผลกระทบ: อาจไม่มีการปรับเพิ่มราคา (ใช้แรงงานไม่มาก)
 
กลุ่มที่ 3: สินค้าที่ใช้แรงงานสูงแต่ส่งผ่านราคาไม่มาก
– ผัก ผลไม้ พืชไร่ ปศุสัตว์
– ผลกระทบ: อาจไม่ส่งผลต่อราคา แต่มีความเสี่ยงรายได้สุทธิลดลง
 
กลุ่มที่ 4: สินค้าและบริการเสี่ยงสูง
– อาหารสำเร็จรูป อาหารตามสั่ง
– ผลกระทบ: อาจได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่สูงมาก
 
กลุ่มที่ 5: ค่าเช่าบ้านและที่พักอาศัย
– ผลกระทบ: อาจไม่ได้รับผลกระทบ (ตลาดอสังหาฯ ยังฟื้นตัวต่ำ)
 
กลุ่มที่ 6: ค่าบริการที่ใช้แรงงานมีฝีมือสูง
– ค่าตัดผม ค่าช่างน้ำ/ช่างไฟ ค่าช่างก่อสร้าง ค่าทำความสะอาด
– ผลกระทบ: การปรับเพิ่มค่าจ้างอาจไม่กระทบมาก (ราคาสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว)
 
ความหวังสำหรับอนาคต
 
จากแนวโน้มอุปสงค์ในประเทศที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และการจับจ่ายของประชาชนที่เพิ่มขึ้น คาดหวังว่าจะส่งผลให้รายได้และกำไรสุทธิของผู้ประกอบการมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการ
 
การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น 400 บาทเป็นนโยบายที่มีทั้งผลดีและความท้าทาย ในขณะที่แรงงานจะได้รับประโยชน์จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจต้องปรับตัวรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น ความสำเร็จของนโยบายนี้จะขึ้นอยู่กับการดำเนินการอย่างสมดุลและการสนับสนุนที่เหมาะสมจากภาครัฐ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนสำหรับทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ
 
พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital
 
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/LH4_4I1mWuA?si=ytpZybMRx_fMZgAV