ขายตรง หรือ แชร์ลูกโซ่? เคล็ดลับแยกแยะและเลือกธุรกิจให้ปลอดภัย | เงินทองของจริง

/
/
/
ขายตรง หรือ แชร์ลูกโซ่? เคล็ดลับแยกแยะและเลือกธุรกิจให้ปลอดภัย | เงินทองของจริง

ความแตกต่างระหว่าง “ขายตรง” กับ “แชร์ลูกโซ่” หลายคนมักเข้าใจผิดระหว่างธุรกิจขายตรงกับแชร์ลูกโซ่ ซึ่งจริงๆ แล้วทั้งสองมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน

ธุรกิจขายตรง (Direct Selling)

เป็นการขายสินค้าหรือบริการโดยตรงถึงผู้บริโภค โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางหรือร้านค้าปลีก ใช้ตัวแทนจำหน่ายอิสระเข้าถึงลูกค้าแบบตัวต่อตัว เช่น การนำเสนอสินค้าถึงที่บ้าน ที่ทำงาน หรือสถานที่ต่างๆ โดยตัวแทนจะได้รายได้จากค่าคอมมิชชั่นหรือโบนัสตามยอดขาย

แชร์ลูกโซ่

เน้นการระดมทุนจากสมาชิก จูงใจด้วยผลตอบแทนสูงเกินจริง อ้างว่านำไปลงทุนในธุรกิจที่มีกำไรดี เน้นการหาสมาชิกใหม่เพื่อนำเงินจากรายใหม่มาจ่ายให้รายเก่า เมื่อหมุนเงินไม่ทันจะเริ่มเลื่อนการจ่ายและหนีไป

รูปแบบของธุรกิจขายตรง

1. ขายตรงแบบเดี่ยว (Single-Level Direct Selling: SLS)

ตัวแทนซื้อสินค้ามาจากบริษัทและนำไปจำหน่ายให้กับลูกค้าโดยตรง ได้กำไรจากส่วนต่างของราคาซื้อและราคาขาย

2. ขายตรงแบบเครือข่าย (Multi-Level Marketing: MLM)

ผู้ขายสร้างทีมขายหรือเครือข่าย เมื่อสมาชิกในเครือข่ายขายสินค้า ผู้ขายที่แนะนำจะได้รับส่วนแบ่งรายได้เป็นค่าคอมมิชชั่น มีระบบจ่ายค่าตอบแทนที่สร้างแรงจูงใจให้ขยายเครือข่าย

ข้อดีและข้อเสียของธุรกิจขายตรง

ข้อดี

– ต้นทุนเริ่มต้นต่ำ ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านหรือสต็อกสินค้า

– โอกาสในการเติบโต การสร้างเครือข่ายช่วยเพิ่มรายได้ตามความสามารถและความขยัน

– ความยืดหยุ่นในการทำงาน กำหนดเวลาทำงานเองได้

– พัฒนาทักษะส่วนตัว เสริมสร้างทักษะการขาย การสื่อสาร และการบริหารทีม

ข้อเสีย

– ความเสี่ยงเรื่องรายได้ อาจไม่ได้ผลกำไรตามที่คาดหวัง โดยเฉพาะใน MLM

– ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแชร์ลูกโซ่ เนื่องจากรูปแบบการดำเนินการคล้ายคลึงกัน

– ความท้าทายในการสร้างฐานลูกค้า ต้องมีทักษะในการสร้างความสัมพันธ์และรักษาลูกค้าระยะยาว

แนวโน้มธุรกิจขายตรงในอนาคต

ธุรกิจขายตรงยังมีโอกาสรอดได้ แต่ต้องปรับตัวให้ทันเทคโนโลยี เนื่องจาก

ความท้าทายที่เผชิญ

– พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป คุ้นชินกับการซื้อออนไลน์

– แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซมีราคาถูกกว่าและสะดวกกว่า

– ผู้บริโภคใช้แพลตฟอร์มดิจิทัลค้นหาข้อมูลและเปรียบเทียบราคา

– ภาพลักษณ์ในแง่ลบจากข่าวการร้องเรียนบริษัทบางแห่ง

การปรับตัวที่จำเป็น

– รูปแบบการทำงานต้องเข้ากับเทคโนโลยี

– ระบบออนไลน์ต้องดี เนื้อหาต้องน่าสนใจ

– ทำความเข้าใจผู้บริโภคและสร้างความน่าเชื่อถือ

แนวทางการตรวจสอบธุรกิจขายตรงที่เชื่อถือได้

ก่อนตัดสินใจลงทุน ควรพิจารณาจาก:

1. การจดทะเบียนตามกฎหมาย

– บริษัทต้องจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย

– ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองในเรื่องการคืนสินค้าภายใน 7 วัน

– บริษัทต้องคืนเงินภายใน 15 วันหลังแจ้งคืนสินค้า

2. ความเสี่ยงในการลงทุน

– ไม่มีความเสี่ยงสูง

– ไม่ต้องสต็อกสินค้า

– ไม่ต้องแบกรับภาระการลงทุนหนัก

3. ลักษณะการซื้อขายที่เป็นธรรมชาติ

– การซื้อขายเป็นไปตามความต้องการจริง

– หากถูกผลักดันให้ซื้อในปริมาณมาก ถือว่าผิดปกติ

หลักการสำคัญของธุรกิจขายตรงที่ถูกต้อง

ธุรกิจขายตรงที่ดีควรมีลักษณะดังนี้

– ดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส

– บริษัทเป็นผู้สต็อกสินค้าเอง

– ผู้จำหน่ายไม่ต้องแบกรับภาระลงทุนสูง

– สามารถขายสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด

– การชวนคนมาทำธุรกิจเป็นการชวนซื้อสินค้าในราคาสมาชิก

– ไม่มีการระดมทุน

– ไม่บังคับให้ลงทุนจำนวนมาก

ธุรกิจขายตรงไม่ได้เลวร้ายอย่างที่หลายคนคิด แต่ผู้ที่สนใจต้องไตรตรองให้ดีก่อนลงทุน ศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน และเลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ในยุคดิจิทัลนี้ ธุรกิจขายตรงยังมีโอกาสเติบโตได้ หากสามารถปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีและเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่

พบกับ “โคชหนุ่ม” และ “ทิน โชคกมลกิจ” ได้ใน “เงินทองของจริง” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital

รับชมผ่าน YouTube ได้ที่ https://youtu.be/BLRmQSJU2vI?si=KwMwumtTgJMO0XI0